Aordex ExpressLogistics Management Platform
การจัดสายวิ่ง & จัดเส้นทาง 4 นาที

5 เทคนิคจัดสายวิ่งรถขนส่ง ช่วยลดค่าน้ำมันและเวลาจัดส่งลงกว่า 30%

เจาะลึกเทคนิคการจัดสายวิ่งแยกโซนตามรหัสไปรษณีย์ การจัดลำดับจุดส่งพัสดุ และการแทรกงานระหว่างทาง (In-Route Dispatch) ช่วยลดระยะทางและประหยัดต้นทุนน้ำมันได้อย่างเห็นผล

ต้นทุนน้ำมันคิดเป็นกว่า 30% - 45% ของต้นทุนรวมในธุรกิจขนส่ง การจัดสายวิ่งที่ไม่เป็นระเบียบ เช่น รถวิ่งตัดข้ามโซน วิ่งย้อนศรเพื่อกลับมารับของ หรือคนขับหลงทาง ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้กำไรต่อเที่ยวลดลงอย่างน่าตกใจ บทความนี้สรุป 5 เทคนิคปฏิบัติจริงที่บริษัทขนส่งชั้นนำนำมาใช้ลดต้นทุนได้ทันที

1. ทำไมการจัดสายรถแบบเดิมจึงเปลืองน้ำมันโดยไม่รู้ตัว

ในธุรกิจขนส่งหลายแห่ง หัวหน้าคลังยังคงใช้วิธีแจกงานแบบ “จำเอาจากประสบการณ์” หรือกระจายบิลให้คนขับไปแบ่งกันเองหน้างาน ซึ่งมักก่อให้เกิดปัญหาตามมา:

  • เส้นทางทับซ้อน (Overlapping Routes): รถคันที่ 1 วิ่งผ่านถนนเส้นเดียวกันกับรถคันที่ 2 ในเวลาไล่เลี่ยกัน
  • ขับวนไปมา (Backtracking): คนขับวิ่งไปส่งพัสดุจุดแรก แล้วต้องวนกลับมาจุดเดิมเพราะพัสดุไม่ได้ถูกจัดลำดับตามถนน
  • งานแทรกข้ามโซน: เมื่อมีออเดอร์ด่วนเข้ามา แอดมินมักโทรหาคนขับที่คุ้นเคย แทนที่จะดูว่ารถคันไหนอยู่ใกล้พิกัดลูกค้านั้นจริง ๆ
💡 กฎเหล็กของการลดต้นทุนค่าเดินทาง

ระยะทางที่สั้นลงเพียง 15 กิโลเมตรต่อคันต่อวัน สำหรับกองรถ 10 คัน สามารถประหยัดเงินค่าน้ำมันได้มากกว่า 12,000 - 18,000 บาทต่อเดือน โดยที่ส่งของได้จำนวนชิ้นเท่าเดิม

2. เทคนิคการจัดกลุ่มพัสดุแบบ Zonal Batching

การรวมกลุ่มพัสดุก่อนขึ้นรถ (Zonal Batching) คือการกำหนดพื้นที่รับผิดชอบของรถแต่ละคันอย่างเด็ดขาด โดยอิงจากรหัสไปรษณีย์ แขวง/ตำบล หรือแนวรัศมีถนนสายหลัก:

  1. กำหนดขอบเขตโซนหลัก (Anchor Zones): เช่น โซนสุขุมวิทเลขคู่, โซนพระราม 9 - รามคำแหง, โซนบางนา-กม.1-10
  2. คำนวณปริมาตรและความจุรถ (Vehicle Capacity): ตรวจสอบว่าพัสดุมีน้ำหนักหรือขนาด CBM เกินขีดจำกัดของรถหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องตีรถกลับมาโหลดของรอบสอง
  3. ใช้เครื่องมือลากจ่ายงาน (Drag-and-Drop Dispatch): แทนที่จะพิมพ์ใบปะหน้าทีละแผ่น ระบบจัดสายวิ่งสมัยใหม่จะแสดงรายการพัสดุที่รอส่ง ให้ผู้คุมรถลากงานใส่คอลัมน์ของคนขับประจำโซนได้ในคลิกเดียว

3. การวางลำดับจุดส่งแบบเส้นทางเดียว ไม่วิ่งย้อนศร

คนขับควรมีแผนที่และลำดับจุดส่ง (Drop sequence) ที่คำนวณไว้อย่างดี:

หลักการที่ดีที่สุดคือ "Far-to-Near" (ไกลสุดกลับมาใกล้สุด) หรือ "Loop Routing" (วิ่งเป็นวงกลมกลับสู่ฮับ) ซึ่งช่วยให้รถไม่ต้องกลับรถในเส้นทางที่การจราจรติดขัด และสามารถส่งมอบตามเวลานัดหมายของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ

4. ระบบแทรกงานด่วนระหว่างทาง (On-the-Way Dispatch)

หนึ่งในปัญหาใหญ่ของขนส่งคือ "มีลูกค้าโทรมาเรียกรถเข้ารับพัสดุด่วนตอนบ่าย" ถ้าใช้ระบบเดิม คนขับที่ออกไปแล้วจะต้องวิ่งกลับมารับเอกสารหรือปฏิเสธงานนั้นไป

ด้วยระบบ On-the-Way Dispatch ศูนย์สั่งการสามารถมองเห็นพิกัดสดของรถทุกคันบนหน้าจอ และกดแทรกงานเข้าระบบแอปมือถือของคนขับที่กำลังวิ่งผ่านหน้าร้านค้านั้นได้ทันที โดยคนขับกดรับงานและนำทาง GPS เข้ารับของได้โดยไม่ต้องเสียเวลาสื่อสารหลายทอด

5. มอนิเตอร์พิกัด GPS เพื่อประเมินพฤติกรรมการขับขี่

การติดตั้งระบบ GPS ติดตามสถานะช่วยให้คุณประเมินได้ว่า:

  • มีการจอดแช่เปิดแอร์ทิ้งไว้นานเกินความจำเป็นหรือไม่
  • คนขับขับออกนอกเส้นทางที่ได้รับมอบหมายหรือไม่
  • ระยะเวลาในการส่งมอบแต่ละจุด (Dwell Time) ช้าผิดปกติจากสาเหตุใด (เช่น ผู้รับติดต่อไม่ได้ หรือหาบ้านเลขที่ไม่เจอ)

สรุปแนวทางปฏิบัติเพื่อเริ่มลดต้นทุนทันที

การเริ่มนำระบบจัดการขนส่ง (TMS) ที่มีฟังก์ชัน Drag-and-Drop Dispatch และ แอปคนขับนำทาง GPS มาปรับใช้ จะช่วยให้การจัดสายวิ่งกลายเป็นเรื่องง่าย ลดเวลาเตรียมงานตอนเช้าจาก 2 ชั่วโมงเหลือเพียง 15 นาที และเห็นผลลัพธ์ในการประหยัดค่าน้ำมันได้ตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มใช้งาน

AORDEX COURIER & TMS

ต้องการทดลองใช้ระบบจัดสายวิ่ง หรือระบบกระทบยอด COD?

ปรึกษาทีมงานเพื่อรับสิทธิ์ Early Access ฟรี พร้อมเซ็ตอัประบบให้เข้ากับกองรถคอก รถตู้ทึบ หรือรถร่วมของคุณ